Profil von ensecozensecozFotosBlogListenMehr Extras Hilfe

Benz Pavadachochai

Beruf
Ort
20 Juni

Telnet 2006

Telnet คืออะไร ไม่ใช่โปรแกรม Telnet นะคับ
Telnet ก็คือ งานรวมรุ่น ของคณะ Science & Technology มีตั้งแต่รุ่น 33 จนรุ่น 49 เลย
 
ขอเกริ่นก่อนถึงเรื่องงานละกัน วันนั้นน้องๆห้อง ITC เค้าจะไปประชุมกะพี่อ๋องกัน เราก็พึ่งเรียนเสร็จ ดันมีคำถามอยากถามพี่อ๋องพอดีก็เลยเดินตามไปถามในห้องๆนั้น ซึ่งเค้ากำลังจะนัดประชุมกัน ถามเสร็จปุ้บ ก้อจาออกจะห้องละ แต่ดั๊นไม่ได้ออก พวกน้องๆ มานลากให้เราไปอยู่ในห้องประชุมด้วย เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกัน เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะประชุมอะไร ไปๆมาๆ กลายเปงว่าโดน ให้ทำเวป registration ซะละ ก็ม่ายเปงไร ทำนิดๆหน่อยๆ ช่วยๆกัน ><
 
พอวันงาน ก็เริ่มมาจัดเครื่องคอมกัน (เตรียมกันไว้ว่าจะใช้สามเครื่อง มีเยอะๆ จะได้พิมกันทัน - -" คิดอยู่ในใจ จะทันป่าวนิ คนมา หลายร้อย แล้วทุกคนก็ต้อง Register ก่อนเข้างาน) ว่าแล้ว ก็ลองให้พี่ทิพรุ่น 40 ม๊งลองกรอกลงทะเบียนคนแรกเลย ประเดิม ปรากฎว่า พี่เค้านั่งอยู่นานเหล๊อเกินกว่าจะเสร็จ ก็เริ่มมีลางละว่า ไม่ทันชัวๆ ทำไปได้ 4-5 คน ก็เริ่มมีปัญหา Submit ไม่เข้าอีก  ไปๆมาๆ ก็ใช้แผนสำรองเลยละกัน (โชคดีที่พี่อ๋องบอกว่าจะมีแผนสำรองเผื่อไว้ คือทำเป็นกระดาษ แล้วกรอก ด้วยการใช้ปากกาเขียน ก็ม่ายพ้นคราย เราก็ไปนั่งออกแบบฟอร์มมา แบบง่ายๆ แต่ดุดี ฮ่าๆๆ ชมตัวเอง ไม่มีใครชม) โชคดีไป วันนั้นก็รอดตัวไปเรื่อง Registration แต่ว่าเรื่องหลังจากนั้นไม่รู้แล้วนะ ฮ่าๆๆๆ (คือว่ากองกระดาษเป็นพะเนิน ใครจะเป็นคน Key เข้าคอมล่ะคับ หุหุ)
 
ก็ผ่านไปสำหรับหน้าที่ ที่ผมต้องรับผิดชอบ พอเข้ามาในตัวงาน ก็ได้เจอเพื่อนฝูง พี่ๆๆๆๆๆ มากมาย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ก็ดีได้มาเจอกันอีกครั้ง งานก็สนุกดีใช้ได้ วันนั้นฝนไม่ตก โชคดีจิงๆ
 
เขียนมาพอสมควร สรุปพอเขียนถึงเข้ามาในงานก้อไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยใช่ป่ะ รู้แต่ว่าเจอเพื่อนๆแล้วฝนก็ไม่ตก ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไร ไปดูรูปกันเอาเองละกัน ขี้เกียจเขียนละ เด๊ยวคนอ่านขี้เกียจอ่าน
 
*คิดถึงนะ จุ้บๆ

 
13 Mai

AU IT Championship Princess Cup

:)
นี่จะเป็น Blog แรกที่ได้ทำขึ้นในขณะที่อยู่เมืองไทยนะครับ
 
หลังจากพักผ่อนมา 1 สัปดาห์เต็ม หลังจากลับมาจาก Intel India เพื่อนผม (ชื่อ วิน) ก็โทรมาบอกชวนบอกว่า มีงานแข่งขันที่จัดขึ้นเพื่อให้น้องๆจาก รร ต่างๆมาแข่งกัน ชื่อว่า AU IT CHampionship Princess Cup จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 8 May 2006 จนถึง วันศุกร์ที่ 12 May 2006
 
- Blog นี้อาจจะยาวไปหน่อย เพราะว่ามันตั้ง 5 วันรวมกันก็จะเขียนให้มันสั้นที่สุดละกัน อิอิ -
 
ตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะไปหรือเปล่า เพราะว่า วินมันจะให้เราไปสอนน้องๆ ตอนแรกเราก็คิดในใจว่า สอนไม่ไหวมั้ง อยู่ๆ ก็จะให้สอน ยังไม่ได้เตรียมตัวเลย แล้วพอมาถึงวันอาทิตย์ เพื่อนอีกสองคน ย้งยี้ กับ ทัมก็บอกว่าจะไปด้วยก็เลยไปกัน แต่กว่าจะทำงานเสร็จกันวันอาทิตย์ เค้านัดกัน 5 โมงบอกว่าจะออก แต่ว่าผมกับเพื่อนๆอีกสองคน กะว่าขับรถไปเอง ก็เลยไปเจอกัน สายหน่อย ปรากฎว่าไปถึงที่ตึก ITC ตอนทุ่มนึง พวกมันที่บอกว่าจะออก 5 โมงยังไม่เห็นออกไปไหนกันเลย แถมมีคนน้อยด้วย แล้วคืนนั้นก็นั่ง ทำ sheet ให้น้องๆ ทำป้ายชื่อกันจน ตีหนึ่ง แล้วท่านพี่วิน บอกว่าโอเครีบไปกันดีกว่า เรากับเพื่อนๆตัดสินใจว่า ไม่ไปแล้วละกัน ดึกเกินละ เด๊ยวค่อยตามไปวันจัน ก็เลยต้องกลับบ้านมานั่งเล่น dot a กันต่อ
 
พอวันจันก็นึกว่าจะไปเร็วๆ เผื่อจะได้ไปช่วยวินสอนอะไรหน่อย แต่ก็รู้ๆกันอยู่นะ ฮ่าๆๆ กว่าจะตื่นได้เนี่ย มันก้อต้องหลังเที่ยงแน่นอน ผมตื่นเช้ากับเค้าไม่เป็นหรอกครับ วันนั้นตื่นมา บ่ายสามได้มั้ง กว่าจะทำอะไรเสร็จก็ไปถึงที่นัดกันก็ สี่โมงแล้วก็ไป Abac Bangna (สถานที่การแข่งขัน) กัน ถึงนั้น ก็เวลาอาหารเย็นพอดี ฮ่าๆๆ ก็กินแล้วก็ขึ้นไปนอน เล่นเน็ตกันในห้องแล้วก็ dot A ไปเกมนึง แล้วก็แพ้อย่างสบายใจ แล้วก็นอนกัน
 
วันรุ่งขึ้น ก็ต้องฝืนใจตื่นเช้าละ เพราะจะไปดูลาดเลาหน่อยว่า อาจารย์สอนแล้วน้องๆ เป็นยังไงกันบ้าง ปรากฎว่า น้องๆเป็น มือใหม่ แบบว่า มือใหม่จริงๆเลย กำหนดการที่ต้องสอน Web Service จึงต้องเปลีย่นเป็น แนะนำ Web Service นิดหน่อยแล้วก็ตามด้วย สอนน้องๆ ใช้ พวก Wizard ต่างๆ เพื่อไปใช้ในการแข่งขันจริงในวันรุ่งขึ้น วันนั้นพยายามสอนแบบช้าที่สุด ของที่สุดแล้วเพื่อให้น้องทุกคนได้เข้าใจ แล้วก็ด้วยเวลาที่มีจำกัดแล้วความเหนื่อยของน้องๆ ที่เรียนมาสองวันเต็ม ในใจของผมก็คิดว่า น้องมันจะรับไหวไม๊เนี่ย ไม่อยากจะสอนเลย สอนไปก็ไม่มีคนฟังแน่เลย แต่ผลออกมาก็คือ น้องๆก็ตั้งใจกันฟังดี แต่ว่าน้องก็ยังตามที่ผมสอนไปไม่ทัน แล้วก็ต้องสอนกันซ้ำอีกอย่างน้อยเรื่องละ 1 รอบ วันนั้นก็คอแห้งกันไป ไม่มีน้ำมาบริการด้วย ><
 
คืนนั้นก็หนักกันเลยครับ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงข้อสอบกันเล็กน้อย เนื่องจากการสังเกตุการณ์น้องๆมาสองวันเต็ม กว่าจะคิดข้อสอบให้น้องๆเสร็จก็ดึกแล้วครับ แต่ก็ยังไม่วาย dot a กันต่อ จนนอนกันเกือบเช้า
 
(ตอนแรกเนี่ย คิดว่าจะมาสอนวันอังคารแล้วก็กลับ เลยเตรียมมาแค่สองสามชุด เผื่อเตะบอลด้วย แล้วก็ทำให้มีชุดไม่พอ แต่จะกลับก็กลับไม่ได้ เนื่องด้วยเพื่อนผมอีกแล้วครับเค้าบอกว่า "เฮ้ย อยู่ช่วยกันก่อนดิ จะรีบกลับไปไหน" คิดหนัก เพราะตอนนั้นอยากกลับแล้ว แต่ก็ด้วยที่เห็นสภาพน้องๆแล้ว ท่าทางไม่ไหว ก็เลยอยุ่ช่วยกันต่อ แล้วก็โชคดีที่ได้ชุด Jacket ของงานนั้นมาใส่ปิดบัง ชุดที่ต้องใส่ซ้ำ ฮ่าๆๆ แต่ก็ไม่วาย มีน้องๆ จำชุดได้อีก บอกว่า อี๋ ใส่ชุดเดิม แต่ก็นะ ทำไงได้ TT)
 
วันที่สี่ของการแข่งขัน แล้วก็อีกแล้วครับ กว่าจะตรวจข้อสอบคัดเลือกกลุ่มของน้องๆเสร็จ ปาเข้าไป เกือบ หกโมงเช้าอีกละ นอนไม่พออีกละ หน้าตาที่โทรมๆอยู่แล้วก็ยิ่งก่าเดิมอีก ช่างมัน วันสุดท้ายละ หลังจากประกาศคะแนนตอนเช้ากะนอนซักหน่อย แต่พี่รัต ก็มาเรียกบอกว่าให้ไปช่วยหน่อย แล้วตอนบ่ายๆ เนี่ยก็ต้องทำหน้าที่ MC ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนแล้วก็เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งอยู่ด้วย แต่เนื่องด้วยว่า เป็นคนที่รุ้เรื่องกลุ่มต่างๆแล้วก็กำหนดการ กฎระเบียบต่างๆดี ก็เลยต้องทำ (กลัวน้องๆ มันจะเบื่อชมัด ก็รู้อยู่ว่าเราพูดจาเฮฮา ไม่เก่งแต่ก้ไม่เป็นไร ช่วงวิชาการไม่ต้องเฮฮาแบบสันทนาการก็ได้ แถมไม่อยากจะบอกวันนั้นนะ โคดง่วง เผลอหลับไปตั้งหลายรอบตอนได้นั่งพัก ในระหว่างที่น้องๆ present พวกพี่ MC ก็ได้นั่งพัก) แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะว่าพี่รัตเค้าพูดเก่งอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำไรมาก
 
พอจบการแข่งขัน ประกาศผลกันเรียบร้อย ก็รู้สึกสบายใจ จบกันซักที อิอิ เหนื่อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้อยู่ทำงานจนจบ เพราะว่า น้องๆตั้งใจกันทุกทีม เห็นแล้วก็รู้สึกดี แถมมีฝีมือด้าน design กันหลายทีม (ดี แอบคิดในใจ อีกหน่อย เวลามีงาน จะได้ติดต่อให้น้องๆ ที่เก่ง Design มาช่วย)
 
ก่อนกลับก็ได้มีการแลกกันเขียน friendship แต่เราไม่ได้เขียนให้ใครเลย ไม่มีใครมาให้เขียน ฮ่าๆๆ แต่ก็ไม่เปนไร เอาของตัวเองไปให้น้องๆเขียนก็ได้ TT เวลาไม่พอเลย ยังไม่ได้ เดินคุยครบกับน้องๆทุกคนเลย บอกคนก็ยังไม่ได้เขียน ยังไม่ได้ทักทาย แล้วก้ยังไม่รุ้จักชื่อกันหมด จำหน้าได้อย่างเดียว แต่ก็ไม่เป็นไร เวลามันกระชั้นชิดจริงๆ ก็ได้น้องๆ มาเขียนเยอะพอสมควร ตอนขากลับจาก Abac Bangna ก็มานั่งอ่านแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียวในรถ รุ้สึกดี ที่น้องๆเขียนดีดีมาให้เรา โดยเฉพาะน้องๆกลุ่มตัวเตี้ยๆ เขียนมายาวมากอ่านแล้วก็รู้สึกดี เขียนไปก็คิดถึงน้องๆที่ค่ายไป
 
พอมาถึง Abac Huamark ก็บังเอิญมีน้องจะไปขึ้นรถไฟห้า ก็เลย ติดรถไปด้วย พอกลับมาถึงบ้านอาบน้ำ กินข้าวเสร็จก็สลบคาที่ทันที่ ณ เวลา 20:00pm ของวันศุกร์ แล้วก็ตื่นมาตอน 1:30am ของตอนเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วมันก็นอนไม่หลับจนตอนนี้ 7:28am แล้ว ก็เลยมานั่ง พิม Space เล่นๆ เก็บไว้เป็นความทรงจำอีกอันนึงที่ดีดี แต่เหนื่อยกันแบบสุดๆ
 
(แล้วเด๊ยวจะ update รูปมาให้ดูกัน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะได้รูปจากใครบ้าง ไม่ได้เอากล้องตัวเองไปด้วย)
27 April

The end of my internship.

Finally, I made it. I finished intel internship program at Bangalore India. Tomorrow will be my last day at Intel. There are lot of memory here. All bad things and good things come together. I definitely will miss indian people, do I? Yeah just for some minor people especially from Intel. My colleages are very nice to me and I will miss them all but for those other indians I would say "See you in the next life time." (May be it is too heartless but My feeling is like that) and also my thai friends that came together with me to Intel India, they are very good friends and I will miss the time we had been sharing together during the past 10 months even though one of them I dont feel like I want to talk to.

 

All I've got from this little journey of my life are friendships, little more improve of indian English and some cheap books. :) You may noticed that I didn't mention about what I got from Intel. I frankly say that I didn't get much from Intel as I expected. I've just learn about how is relation between manager and employee, what is the work flow, why do we need many discussion meeting before doing some real implementation and etc. but I didn't get any new knowledge for my development skill which is my main expectation. Anyway, that may be good for me in the future, to know many things about how the organization works.

 

This will be my last blog that I wrote from India. See the photo albums for more detial eiei. :)

 

Thanks,

21 Februar

กาแฟ หรือ ถ้วยกาแฟ

 กาแฟ หรือถ้วยกาแฟ

>วันหนึ่ง ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งน็อตเทรอะดามกลุ่มหนึ่งกลับไปเยี่ยมสถาบัน
>ไม่ช้าวงสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการบ่นพร่ำเกี่ยวกับความเครียดในเรื่องการทำงานและปัญหาชีวิต
>
>
แล้วอาจารย์ก็เสนอเลี้ยงกาแฟกลุ่มลูกศิษย์เก่า
>อาจารย์เดินเข้าไปในครัวและออกมาพร้อมกับกาแฟเหยือกโตและถ้วยกาแฟแบบต่างๆ
>บ้างเป็นถ้วยกระเบื้อง บ้างเป็นถ้วยพลาสติก และบ้างทำด้วยแก้ว
>โดยบางใบเป็นแบบพื้นๆ ธรรมดา บางใบสวยวิจิตรสูงค่า
>
>
อาจารย์บอกให้ลูกศิษย์แต่ละคนจัดการการดื่มกาแฟร้อนๆ กันเอาเอง
>และเมื่อลูกศิษย์ทุกคนต่างมีถ้วยกาแฟในมือกันทุกคนแล้ว
>อาจารย์ก็กล่าวว่า
.....
>
ลองสังเกตุดูกันหรือเปล่าว่า ถ้วยสวยๆ แพงๆ ถูกเลือกไปหมด
>เหลือไว้แต่ถ้วยแบบธรรมดาราคาถูก
>เป็นเรื่องปกตินะที่พวกเราต่างก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
>ซึ่งนี่คือที่มาของความเครียดและปัญหาทั้งหลายแหล่ในชีวิต
>
>
ในขณะที่สิ่งที่พวกเราต้องการแท้จริงแล้วคือกาแฟไม่ใช่ถ้วยกาแฟ
>แต่จิตสำนึกกลับนำพาเราไปเลือกที่ถ้วยและมิหนำซ้ำยังคอยชำเลืองมองถ้วยของคนอื่นๆ
>อีกด้วย
>
>
หากชีวิตคือกาแฟ หน้าที่การงาน ตำแหน่งต่างๆ ในสังคมก็คือถ้วยใส่กาแฟ
>มันเป็นเพียงเครื่องมืออุปกรณ์ช่วยหยิบจับหรือประคองชีวิตของเรา
>มันไม่ได้ทำให้เนื้อหาจริงๆ ของชีวิตเปลี่ยนไป
>
>
บางครั้ง.........การมัวไปเพ่งเล็งที่ถ้วยใส่กาแฟก็ทำให้เราลืมที่จะใส่ใจกับรสชาติของตัวกาแฟ
>
>
เมื่อเช้านี้ถ้วยกาแฟ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ กาแฟของคุณรสชาติเป็นยังไง
?
01 Februar

Back to India again...

แล้วในที่สุดการพักผ่อนอันแสนสั้น 3 อาทิตย์ที่ประเทศไทยก็ผ่านพ้นไป แล้วตอนนี้ผมก็ได้มาอยุ่ที่อินเดีย บังกาลอ อีกครั้งนึงครับ คราวนี้ขนเครื่องปรุง คนอร์ มาม่า น้ำมันหอย น้ำปลามาเต็มกระเป๋าเลยครับ ผ่านมาได้อาทิตย์นึงแล้ว การกินก็เป็นไปได้ด้วยดีครับ กับอาหารสไตล์ไทยๆด้วยฝีมือ roommate ผมเอง ก็ได้แต่กินอย่างอร่อยไปอีกพักใหญ่ๆ เดี๋ยวพอเครื่องปรุง คนอร์ และ อื่นๆ หมดเมื่อไร ก็ต้องยอมทนกันต่อไปกับเครื่องปรุงของอินเดียที่ไม่ค่อยจะถูกปากผมซักเท่าไรนัก
 
 วันนี้มีปรัชญามาฝากกันครับ

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต

(chinese tantra totem for good luck)

  1. จงให้มากกว่าที่ผู้รับต้องการ และทำอย่างหน้าชื่นตาบาน
  2. จงพูดกับคนที่ถึงแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เขาก็มีความสำคัญเท่ากัน
  3. จงอย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ใช้ทั้งหมดที่มี และนอนเท่าที่อยากจะนอน
  4. เมื่อกล่าวคำว่า "ฉันรักเธอ" จงหมายความตามนั้นจริง ๆ
  5. เมื่อกล่าวคำว่า "ขอโทษ" จงสบตาเขาด้วย
  6. ก่อนจะตัดสินใจแต่งงาน จงหมั้นเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน
  7. จงเชื่อในรักแรกพบ
  8. อย่าหัวเราะเยาะความฝันของผู้อื่น คนที่ไม่มีฝันก็เหมือนไม่มีอะไร
  9. เมื่อรักจงรักให้ลึกซึ้ง และ ร้อนแรง อาจจะต้องเจ็บปวดแต่นั่นคือหนทางเดียวที่ทำให้ชีวิตถูกเติมเต็ม
  10. ในเหตุการณ์ขัดแย้ง โต้อย่างยุติธรรม ไม่มีการตะโกนใส่กัน
  11. อย่าตัดสินคนเพียงเพราะญาติๆ ของเขา
  12. จงพูดให้ช้า แต่ต้องคิดให้เร็ว
  13. ถ้าถูกถามด้วยคำถามที่ไม่อยากตอบ จงยิ้มแล้วถามกลับว่า จะรู้ไปทำไม
  14. จงจำไว้ว่า สองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือความรัก และความสำเร็จ ล้วนต้องมีการเสี่ยง
  15. พูดว่า ขอพระคุ้มครอง เมื่อได้ยินใครจาม
  16. เมื่อพ่ายแพ้ จงอย่าสูญเสียบทเรียนไปด้วย
  17. จงจำ 3 R :- นับถือผู้อื่น นับถือตนเอง รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ
  18. จงอย่าให้ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ มาทำลายมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่
  19. ทันทีที่รู้ตัวว่าทำผิด ลงมือแก้ไขทันที
  20. จงยิ้มเวลารับโทรศัพท์ ผู้ฟังจะเห็นได้จากน้ำเสียงของเรา
  21. จงหาโอกาสอยู่กับตัวเองบ้าง
  22. มีตังเหลือกินเหลือใช้ ก็ไปแบ่งให้เบ้นเค้าใช้บ้าง ^^
26 Dezember

เหตุเกิดเมื่อวันที่ควรจะได้กลับประเทศไทย

และแล้วก็ถึงเวลา Up space กับเค้าซักที (ถึง คุณจโม up แล้วนะ ทวงแล้วทวงอีก อิอิ)
จะเล่าเรื่องความห่วยแตกของคนอินเดียให้ทุกท่านฟังนะครับ อ่านแล้วก็อย่าพึ่งไปว่าพวกอินเดียมันนิสัยอย่างนี้หมด ก็มีบ้างที่นิสัยดีดีน่ะครับ โดยเฉพาะคนของ บริษัท Intel (โดยเฉพาะ Manager ของผมเอง เป็นคนดีมากครับ)
 
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2548) เป็นวันที่เราและเพื่อนๆจะได้กลับประเทศไทย ที่คิดถึงมานาน เย็นวันศุกร์ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสกันดีครับ ตามที่เห็นกันในรูปข้างล่างสุด  
 
(คนอินเดียส่วนใหญ่หลายๆคน มันเป็นคนที่มีสันดานครับ ย้ำครับ สันดานครับ เป็นนิสัยที่ติดมากับตัวตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะหน้าไหนก็เหมือนกันหมด ชอบโกงคนอื่น ยกเว้น คนอินเดียที่เป็นพนักงาน Intel ครับ ไม่เหมือนข้างนอก เรียกได้ว่าคนละ วรรณนะ<สะกดไงไม่รู้>) ทุกๆวัน ไปไหนมาไหน อาศัย สามล้อของอินเดียครับ ก็โดนพวกมันโกงเป็นประจำ แต่ก็ชินแล้วโกงนิดโกงหน่อย ก็ให้ตังมันไป เมื่อวันที่ต้องจ้าง City Taxi เพื่อมารับเราและเพื่อนๆไปขึ้นเครื่องที่ สนามบิน มันก็เริ่มแล้วครับ ระยะทางถ้าคิดกันปกติก็ประมาณ 100 rupees ครับ แต่ว่า มันเล่นเก็บซะ 300 rupees แต่พวกเราก็ไม่คิดอะไรมาก ไหนๆก็จะกลับบ้านแล้ว ให้มันไปเหอะ อยากกลับมากๆ พอไปถึงที่สนามบิน ซึ่งมองกันผิวเพลินก็นึกว่า หมอชิตบ้านเราซะอีกครับ ไอคุณ Taxi ยังไม่วาย บอกว่ากระเป๋าสัมภาระเราเยอะ ขอเพิ่มอีก 50 rupees ดูมัน (แต่พวกเราก้อไม่ได้จ่าย เนื่องจากเชี่ยวชาญแล้ว ไอแบบนี้ ต้องเดินหนีอย่างเดียวอย่าอยู่ให้มัน ขอเงินเพิ่ม)
 
พอไปถึง Counter Check-in ก็อารมณ์ดีกันทุกคนครับ ถ่ายรูปกัน เบิกบาน หลังจากต่อแถวกันซักพักก็ถึง Queue ของพวกเราที่ต้องเข้าไป Check-in ผมก็ได้รวบรวม Passport เพื่อนๆทุกคนแล้วยื่นให้ Counter ทีเดียวเลย เพื่อที่จะได้คำนวณน้ำหนักรวมกัน จะได้ช่วยลดค่า Charge เพิ่ม (ค่า Over-weight) ได้บ้าง แต่ว่าไม่ได้ผลครับ เจ้าหน้าที่เรียกให้ชั่งน้ำหนักกระเป๋าทีละคนเลย คือว่า กะว่าจะฟันเงินกันเลย กิโล ต่อ กิโล แต่ว่ายังไม่ทันได้เถียงกัน เค้าก็ทักมาว่า ขอดู VISA พวกเราครับ ผมก็บอกไป นี่ไง VISA พวกเรา เค้าก้อบอกว่า มันหมดอายุแล้วนิ .... จากนั้นเราก็ต้องไปคุยนู่นคุยนี่กับหัวหน้าเจ้าที่ คุยกันไม่ได้เรื่อง ยังไงเค้าก็จะไม่ให้พวกเราออกนอกประเทศ (ใครจะไปอยากอยู่ประเทศอินเดียครับ มีการไม่ให้ออก แต่ก็นะมันเป็นกฎหมายของเค้าที่ว่า คนที่อยู่ Over-stay ที่อินเดียต้องไปเสีย ค่าปรับกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ) จนเพื่อนผมเค้าชื่อ ชาญศักดิ์ ครับมีเพื่อนคนไทยที่อินเดียเยอะ เค้าจึงติดต่อไปขอความช่วยเหลือ บังเอิญว่าวันนั้นเนี่ยเพื่อนคนที่ติดต่อไป เค้ากำลังจะกลับประเทศไทยพอดี ก็เลยได้เจอกันที่สนามบิน แล้วเค้าก็ได้ติดต่อไปยัง ผู้ใหญ่ของทางบริษัท Thai Airway ที่อยู่ที่ Bangalore ครับ คนไทยด้วยกันครับก็มาช่วยๆกัน (คนไทยนี่นิสัยดีจริงๆครับ ผิดกับคนอินเดียลิบลับ) แต่สุดท้ายก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เพราะว่าคนที่คุมอยู่เค้าไม่ให้ผ่านก็คือไม่ให้ผ่าน ปรากฎว่าต้องกลับที่พักกันต่อ
 
แล้วไอตอนจะกลับเนี่ย อารมมันกำลัง โมโหกันอยู่ก็ดันไปเจอกับ ไอ Taxi ของอินเดียอีกละ ตอนแรกก็รอ Taxi ของบริษัทนึงอยู่ มันจะเอา 400 rupees ครับ Oo มันมีคนอินเดียเดินมาคนนึง ซึ่งแต่งตัวและทรงผมมันไม่ให้เลยว่าจะเป็น Taxi ก็เลยถามมันกลับไปว่า คุณเป็นคนขับ Taxi จริงหรือป่าวเนี่ย (กลัวมันหลอก) แล้วมันก้อบอกใช่ มาเลย เราก็เลยถามว่าราคาเท่าไร มันบอกว่าตาม Meter เลย (แค่นั้นแหละ แปลกใจมาก มี Taxi ซื่อสัตย์ตาม Meter ด้วยแฮะ มันไม่คิดเราแพงๆ) ก็เลย พาเพื่อนๆตามมันไป มันมาเข็นกระเป๋าให้ เข็นเร็วมากครับ ต้องเดินแบบเร็วๆ ตามมันไป กลัวมันจะขโมย พอไปถึงที่จอดรถพวกมัน เราก็ดู Meter ในรถมันก่อนเลย ปรากฎว่าเราหา Meter มันไม่เจอ ก็เลยบอกไอคนขับรถมันไปว่า ไหน ไหนล่ะ Meter มันบอกว่ามีข้างในไง เด๊ยวจะโชว์ให้ดู เราก็เลยปล่อยมันไป แล้วตอนพวกมันขนของขึ้นรถ ขอบอกเลยครับ บริการดีมากๆ เราเลยทักเพื่อนเราคนนึงว่า ทำไมมัน Service ดีอย่างนี้เนี่ย เสร็จสับเรียบร้อยมันมายืนล้อมเราครับ แล้วบอกว่า Tip (นึกแล้วเชียว) ตอนแรกบอกมันไปเลยว่า "อะไรครับ. ผมเคยไปถามหา Service ให้พวกคุณมาช่วยขนกระเป๋าเหรอไง" แล้วซักพักนึงก็เริ่มมีโมโห เลยยืมตังเพื่อนจ่ายแทนไปก่อน (ตอนนั้นไม่มีเศษแล้ว) ตอนแรกให้ไป 30rupees มันไม่รับครับแถมมันชี้ไปทางเพื่อนๆมันแล้วทำท่าเหมือนจะบอกว่า พวกมันมีหลายคนนะ ให้ 30 จะแบ่งกันไง (เลวมั้ยครับ) เราก็เลยทนไม่ไหว บอกมันว่า จะเอาป่าว ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา มันตามทวงใหญ่เลยครับจนผมทนไม่ไหวเลยเดินไปอีกคันนึงแล้วไปเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ปรากฎว่าต้องเถียงกับไอ Taxi ครับ เถียงเหมือนจะต่อยกัน แล้วตกลงว่ามันไม่เอา Tip แล้ว มันเอา Meter มาให้ดู อย่าแปลกใจครับ ทำไมมันถึงเอา Meter มาให้ดูได้ มันไม่ใช่ Meter ตามที่อยู่ Taxi บ้านเรา มันเป็น Meter ที่เป็นกระดาษเขียนบอกว่าถ้าจะที่นี้ที่นี้นะ จะต้องเสียเท่าไร ปรากฎว่า โดนมันเล่นอีกแล้วครับ มันจะเอา 450 ชาญศักดิ์เพื่อนผมเถียงกับมันว่าจะเอา 350rupees จะเอาป่าว มันบอกว่ามันให้ 400rupees เถียงกันตั้งนานจนอารมเดือดทั้งสองฝ่าย ผมเลยเข้าไปจัดการบอกว่า โอเค พวกเราไม่ไป คุณไปหาลูกค้าคนอื่นเหอะ แล้วผมก็แกะเชือกที่มันมัดกระเป๋า เพื่อที่จะเอากระเป๋าลงมาจากรถ แต่มันไม่ให้แกะครับ แล้วมันก้อบอกว่า 400rupees (จะต่อยมันจิงๆล่ะครับ) จนมันไม่ห้ามให้แกะเชือก ผมก็เลยเอากระเป๋าลงมา พอเอาลงมาปุ้บมันก็บอก โอเคๆๆ 350rupees พวกเราก้อได้ขึ้นรถแต่โดยดี พอขึ้นรถยังไม่วาย ไอพวกขนกระเป๋ากลุ่มเดิม เดินมารุมอีกแล้วครับบอกว่า Tipๆๆ เราให้มัน 20Rupees มันบอกว่าไม่เอา เราบอกว่า จะเอาป่าว ไม่เอาใช่ป่าว ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา เราก้เก็บตังลงกระเป๋า มันก็มาขออีก เราก็ให้มันอีก ถ้าไม่เอา ก็ไม่ต้องเอาแล้วนะ (ยื่นให้มันเหมือนไอพวกขอทานที่มาขอ) มันก้อโอเค 20rupees.
 
เรื่องยังไม่จบกับไอพวก Taxi ครับ พอมาถึงที่พัก มันจะขอเพิ่มอีก 50 rupees สองคันก็ 100 rupees พวกเราไม่สนครับ เซงกับคนอินเดียมากๆ
 
เรื่องนี้มันเริ่มตั้งแต่ บริษัท จัดทำ ต่ออายุ VISA ก่อนเลย เราและเพื่อนๆ เป็นพนักงานบริษัท Intel ที่ India อยู่ตอนนี้ แล้วเรื่องบินกลับประเทศไทยและที่พักต่างๆ Intel จะเป็นคนจัดการให้ ก็เลยไว้เนื้อเชื่อใจได้ สบายดีเราไม่ต้องทำอะไรเอง ดังนั้น จึงไม่คิดเอะใจกับเรื่องที่ VISA เราหมดอายุไปแล้ว ทั้งๆ ที่ยังอยู่ที่ India และแล้ว เรื่องมันก็ได้เกิดอย่างที่เล่ามาข้างบนล่ะครับ
 
เรื่องทั้งหมดนี่พยายามจะย่อให้สั้นที่สุดแล้ว ไม่อยากให้เสียเวลาอ่านกันนาน ไว้กลับไปเจอเพื่อนๆแล้วจะเล่าให้ฟังว่ามันเป็นยังไงบ้าง มีอีกหลายๆเรื่องที่บอกเกี่ยวกับนิสัยของคนอินเดียถ้าอยากจะอ่านประสบการณ์ที่พบที่นี่ ไปอ่านได้ที่ Space ของเพื่อนๆ ของผมครับที่มา Intel India ด้วยกัน มีรายละเอียดเยอะกว่านี้เยอะ.
15 November

VS2005 express editions

 
สำหรับใครที่สนใจและต้องการที่จะเริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรม 
ผมขอแนะนำ Visual Studio 2005 Express Editions

Lightweight, easy-to-use, and easy-to-learn tools for the hobbyist, novice, and student developer.

 

For Window Development:
  Visual Basic 2005 express edition
  Visual C# 2005 express edition
  Visual C++ 2005 express edition
  Visual J# 2005 express edition
 
For Web Development:
  Visual Web Developer 2005 express edition
 
For Database Development:
  SQL Server 2005 express edition

 

vs2005 เป็น IDE ที่ออกแบบมาเพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมไม่ต้องเสียเวลามากกับการนั่งเขียน Code เอง vs2005

เช่น ช่วยท่านประหยัดเวลาในการค้นหา reference โดย intellisense, code snippet และ อื่นๆอีกมากมาย

เพื่อที่จะได้เอาเวลาที่มีนั้นไปใช้ในการออกแบบ วางแผนงาน โครงสร้าง และ ส่วนอื่นๆที่อยุ่ใน Software Development Cycle

 

จากการที่ผมได้ลองใช้ VS2005 beta2 ASP.NET 2.0 เพื่อลอง features ใหม่ๆนั้น 

website ทั่วๆไป สามารถพัฒนาให้เสร็จในเวลาอันสั้น และแทบที่จะไม่ต้องเขียน code เองเลย ถ้าท่านผู้ใดสนใจศึกษา สามารถค้นหาตัวอย่างต่างๆ ของ ASP.NET 2.0 ได้ทั่วไปจาก Search Engine ต่างๆ

ถ้ามีปัญหาหรือต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อผมได้ที่นี่ครับ

 

(ลองเขียนแบบเป็นการเป็นงานกะเค้าบ้าง เวปจะได้ดูดีหน่อย ฮ่าๆๆ ถ้าสนใจอะไร ไม่ต้องติดต่อมานะ อันนี้เขียนเล่นๆเฉยๆ)

 

 
Foto 1 von 38